วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สงครามเย็น

สงครามเย็น
สงครามเย็น (ค.ศ. 1945- 1991) คือสงครามที่มหาอำนาจ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายโลกเสรี นำโดย สหรัฐอเมริกา และฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ นำโดย สหภาพโซเวียต ต่อสู้กันด้วยจิตวิทยา เนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน  โดยทั้ง 2 ประเทศมหาอำนาจ แข่งขันกันหาพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ การสะสมอาวุธ การแสวงหาความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และด้านเศรษฐกิจ แม้ทั้ง 2 ประเทศจะไม่ได้ทำสงครามที่สู้รบกันโดยใช้อาวุธขึ้น แต่ก็เกิดสงครามตัวแทนขึ้น อย่างเช่น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม ภายหลังสงครามเย็นจบลง พร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 1991

ชนวนของสงคราม
หลังจากที่โลกกำลังฉลองจากสันติภาพที่มาถึง หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบไปในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 กลิ่นอายของดินปืนยังไม่ทันจางหาย กลิ่นอายของสงครามครั้งใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น
โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต (ค.ศ.1922 – 1953)
โจเซฟ สตาลิน ผู้นำของสหภาพโซเวียต มีความเห็นว่า ลัทธิทุนนิยมของโลกตะวันตกเป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และมักแก้ไขปัญหาด้วยการทำสงคราม สตาลิน จึงให้โซเวียตมีกองทัพที่ใหญ่โตต่อไป แม้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบลงไปแล้วก็ตาม และยังสนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์วิจัยและพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์และขีปนาวุธอย่างเร่งด่วนเพื่อหวังให้โซเวียตมีกำลังทางการทหารแข็งแกร่งที่สุดในโลก

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียต ได้ขยายอิทธิพลเข้าไปในยุโรป จนกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกกลายเป็นกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์
 สหรัฐฯ เริ่มรับรู้ถึงทรรศนะของโซเวียต
ค.ศ. 1946 เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในกรีก ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ และฝ่ายที่สนับสนุนสถาบันกษัตริย์
 แฮร์รี เอส. ทรูแมน ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ตัดสินใจให้การช่วยเหลือรัฐบาลกรีก ทั้งการทหาร และเศรษฐกิจ ทำให้คอมมิวนิสต์ไม่สามารถยึดครองประเทศกรีกได้ และในตุรกีเองก็เช่นกัน ภายหลังสหรัฐฯ จึงใช้ “แผนการมาร์แชล” เพื่อช่วยเหลือประเทศในแถบยุโรป ในรูปของเงินดอลลาร์ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
 โซเวียต และกลุ่มประเทศบริวาร ไม่ยอมรับการช่วยเหลือ ของสหรัฐฯ ตามแผนการมาร์แชล และยังตอบโต้ด้วย “แผนการโมโลตอฟ” หรือ “แผนการโคมีคอน” ซึ่งจะให้การช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจต่อประเทศบริวาร และประเทศที่ไม่มีข้อผูกมัดกับประเทศใด หรืออีกนัยนึงคือประเทศที่ไม่ยอมรับการช่วยเหลือของสหรัฐฯ ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจของยุโรปแบ่งแยกเป็น 2 แนวทาง และทำให้ “สงครามเย็น” ที่มี สหภาพโซเวียต เป็นผู้นำฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ และสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำฝ่ายโลกเสรี เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น
 4 เมษายน ค.ศ. 1949 ได้มีการก่อตั้ง “องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ” หรือ “นาโต้” ขึ้น โดยประกอบไปด้วย สมาชิกทั้งหมด 28 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือ สหรัฐอเมริกา

ธงนาโต้
ภายหลังโซเวียตได้ตอบโต้ด้วยการรื้อฟื้นองค์การ “โคมินเทิร์น” หรือ “คอมมิวนิสต์สากล” สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นองค์การ “โคมินฟอร์ม” เพื่อต่อต้าน “จักรวรรดินิยมอเมริกา”
 โซเวียตได้กล่าวหาว่า “องค์การนาโต้มิได้จัดตั้งมาเพื่อป้องกัน แต่เพื่อเตรียมก่อการสงครามขึ้นใหม่” และได้จัดตั้ง “สนธิสัญญาวอร์ซอ” หรือ “กติกาวอร์ซอ” ขึ้น เพื่อตอบโต้ นาโต้

14 พฤษภาคม ค.ศ. 1955 สหภาพโซเวียตจัดตั้ง “สนธิสัญญาวอร์ซอ” เพื่อป้องกันประเทศในกลุ่มของสหภาพโซเวียต โดยมี เยอรมนีตะวันออก โปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย ฮังการี บัลแกเรีย โรมาเนีย และแอลเบเนีย เป็นสมาชิก
 สงครามแผ่ขยายมายังเอเชีย
จีน
ในขณะนั้นประเทศจีนได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ระหว่าง รัฐบาลคณะชาติ ซึ่งนำโดย เจียงไคเชค และ พรรคคอมมิวนิสต์ ของเหมาเจ๋อตง ภายหลังการต่อสู้ ในปี ค.ศ. 1949 เจียงไคเชค และคณะ ต้องหนีไปตั้งรัฐบาลขึ้นที่เกาะไต้หวัน และเหมาเจ๋อตง ได้ครองครองแผ่นดินใหญ่ของจีน และได้ประกาศจัดตั้งเป็นประเทศจีนเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์
 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ ภายใต้การนำของ เหมาเจ๋อตุง
 เกาหลี
ประเทศเกาหลีได้ถูกญี่ปุ่นเข้าไปยึดครอง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910  จนถึงช่วงที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1945 กองทัพทหารของสหรัฐฯ ได้เข้าปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นตั้งแต่เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือลงมา ส่วนบริเวณที่อยู่เหนือเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือขึ้นไปอยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต เกาหลีจึงถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศ และ 2 อุดมการณ์ทางการเมือง โดยเกาหลีเหนือ ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต เป็นคอมมิวนิสต์ และเกาหลีใต้ ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ เป็นประชาธิปไตย เกาหลีในขณะนั้น จึงเปรียบเสมือนสนามรบของสงครามเย็น
25 มิถุนายน ค.ศ. 1950 เกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้ และสามารถเข้ายึดกรุงโซลได้สำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่วัน
 28 มิถุนายน ค.ศ. 1950 เกาหลีเหนือยึดกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ได้สำเร็จ
 ภายหลังสหประชาชาติได้ยกกองกำลังเข้าช่วยเหลือเกาหลีใต้ จนสามารถผลักดันกองทหารของเกาหลีเหนือถอยร่นจนไปถึงเส้นขนานที่ 38 ได้ และสามารถผลักดันจนไปถึงชายแดนของประเทศจีนได้ ภายหลังจีนได้ส่งกองทัพอาสาสมัคร เข้าช่วยเหลือเกาหลีเหนือ และสามารถทำให้กองกำลังสหประชาชาติถอยร่นกลับมายังเส้นขนานที่ 38 ได้ ภายหลังสหรัฐฯ ได้เสนอการหยุดยิง สงครามตัวแทน “สงครามเย็น” จึงได้ยุติลง27 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 สงครามเกาหลียุติ
 อินโดจีน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ฝรั่งเศสได้ทำสงครามกับกองทัพคอมมิวนิสต์ของโฮจิมินห์ ทางเหนือของเวียดนาม เพื่อเอาอาณานิคมเดิมของฝรั่งเศสกลับคืน โดยกองทัพคอมมิวนิสต์ของโฮจิมินห์ ได้รับการช่วยเหลือจากจีน ส่วนฝรั่งเศสได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐฯ สงครามครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของ “สงครามเย็น” อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังสงครามจบลง พร้อมกับความปราชัยของสหรัฐฯ
 สงครามเย็นยุติ
5 มีนาคม ค.ศ. 1953 โจเซฟ สตาลิน เสียชีวิต
นิกิต้า ครุปชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต (ค.ศ. 1953-1964) ต่อจากยุคของ โจเซฟ สตาลิน
ภายหลังการตายของ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำพาความยิ่งใหญ่มาสู่สหภาพโซเวียต นิกิต้า ครุสชอฟ ได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียต ต่อจาก สตาลิน
 ปี ค.ศ. 1959 ได้เกิดการปฎิวัติคิวบาขึ้น โดย ฟิเดล คาสโตร เข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดี ฟุลเฮนซิโอ บาติสตา ภายหลังจากการเข้ายึดอำนาจ ฟิเดล คาสโตร ได้โอนที่ดินที่เป็นของรัฐและยึดทรัพย์สินของอเมริกาโดยไม่มีการชดเชยให้ สหรัฐฯ จึงไม่ยอมซื้อสินค้าจากคิวบา เป็นเหตุให้ ฟิเดล คาสโตร หันไปขอความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต
 14 ตุลาคม ค.ศ. 1962 สหรัฐฯ ตรวจพบฐานยิงจรวดบนเกาะคิวบา จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้มีคำสั่งให้ปิดล้อมคิวบาทางทะเล เพื่อกันไม่ให้โซเวียตขนอาวุธมายังคิวบา แล้วให้โซเวียตถอนจรวดออกไป กิต้า ครุสชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ได้ปฎิเสธคำเรียกร้องของสหรัฐฯ แล้วประกาศว่าเรือสินค้าของโซเวียตจะต้องเดินทางไปถึงคิวบา สหรัฐฯ จึงได้เตรียมจรวดพร้อมยิงถล่มโซเวียต สงครามโลกครั้งที่ 3 เกือบจะอุบัติขึ้น หากไม่มีการเจรจาตกลงกัน ระหว่างสหภาพโซเวียต และสหรัฐฯ ภายหลังสหภาพโซเวียตได้มีคำสั่งให้เรือสินค้าเดินทางกลับ และรื้อถอนฐานยิงจรวดบนเกาะคิวบา แต่สหรัฐฯ ต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคิวบา ต่อมา สหรัฐฯ สหภาพโซเวียต และอังกฤษ ได้ลงนามใน “สัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์”

ค.ศ. 1987  มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ได้เสนอแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจ และสังคมของโซเวียตให้มีรูปแบบเศรษฐกิจทุนนิยมของตะวันตก

ผลจากการปฏิรูปดังกล่าว ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายไปในปี ค.ศ. 1991 พร้อมกับการอวสานของสงครามเย็น สงครามที่เกือบจะขยายตัวเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือ “สงครามนิวเคลียร์”
     ที่มา:www.sites.com

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมมีทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือมีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น อากาศ ดิน หิน แร่ธาตุ น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทร พืชพรรณสัตว์ต่าง ๆ ภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ ฯลฯ สิ่งแวดล้อมดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะมนุษย์เป็นตัวการสำคัญยิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงทั้งในทางเสริมสร้างและทำลาย
จะเห็นว่า ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ต่างกันที่สิ่งแวดล้อมนั้นรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎอยู่รอบตัวเรา ส่วนทรัพยากรธรรมชาติเน้นสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์มากกว่าสิ่งอื่น
ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ก. ทรัพยากรธรรมชาติ แบ่งตามลักษณะที่นำมาใช้ได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วไม่หมดสิ้น ได้แก่
   1) ประเภทที่คงอยู่ตามสภาพเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย เช่น พลังงาน จากดวงอาทิตย์ ลม อากาศ ฝุ่น ใช้เท่าไรก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่รู้จักหมด
   2) ประเภทที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น ที่ดิน น้ำ ลักษณะภูมิประเทศ ฯลฯ ถ้าใช้ไม่เป็นจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา ได้แก่ การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในที่เดิม ย่อมทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ ได้ผลผลิตน้อยลงถ้าต้องการให้ดินมีคุณภาพดีต้องใส่ปุ๋ยหรือปลูกพืชสลับและหมุนเวียน
2. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วหมดสิ้นไป ได้แก่
   1) ประเภทที่ใช้แล้วหมดไป แต่สามารถรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ได้ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ประชากรโลก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำเสียจากโรงงาน น้ำในดิน ปลาบางชนิด ทัศนียภาพอันงดงาม ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดขึ้นใหม่ได้
   2) ประเภทที่ไม่อาจทำให้มีใหม่ได้ เช่น คุณสมบัติธรรมชาติของดิน พร สวรรค์ของมนุษย์ สติปัญญา เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติ ไม้พุ่ม ต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้ป่า สัตว์บก สัตว์น้ำ ฯลฯ
   3) ประเภทที่ไม่อาจรักษาไว้ได้ เมื่อใช้แล้วหมดไป แต่ยังสามารถนำมายุบให้ กลับเป็นวัตถุเช่นเดิม แล้วนำกลับมาประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เช่น โลหะต่าง ๆ สังกะสี ทองแดง เงิน ทองคำ ฯลฯ
   4) ประเภทที่ใช้แล้วหมดสิ้นไปนำกลับมาใช้อีกไม่ได้ เช่น ถ่านหิน น้ำมันก๊าซ อโลหะส่วนใหญ่ ฯลฯ ถูกนำมาใช้เพียงครั้งเดียวก็เผาไหม้หมดไป ไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้
   ทรัพยากรธรรมชาติหลักที่สำคัญของโลก และของประเทศไทยได้แก่ ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า น้ำ แร่ธาตุ และประชากร (มนุษย์)
ข. สิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ที่อยู่รอบ ๆ ตัว ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งเกิดจาก การกระทำของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
2. สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อมประดิษฐ์ หรือมนุษย์เสริมสร้างกำหนดขึ้น
สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ จำแนกได้ 2 ชนิด คือ
1) สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ อากาศ ดิน ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะ ภูมิอากาศ ทัศนียภาพต่าง ๆ ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทรและทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิด
2) สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพหรือชีวภูมิศาสตร์ ได้แก่ พืชพันธุ์ธรรมชาติต่าง ๆ สัตว์ป่า ป่าไม้ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเราและมวลมนุษย์
สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อมประดิษฐ์ หรือมนุษย์เสริมสร้างขึ้น ได้แก่ สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่มนุษย์เสริมสร้างขึ้นโดยใช้กลวิธีสมัยใหม่ ตามความเหมาะสมของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม เช่น เครื่องจักร เครื่องยนต์ รถยนต์ พัดลม โทรทัศน์ วิทยุ ฝนเทียม เขื่อน บ้านเรือน โบราณสถาน โบราณวัตถุท อื่น ๆ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ค่านิยม และสุขภาพอนามัย
สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ
1) มนุษย์
2) ธรรมชาติแวดล้อม มนุษย์ เป็นตัวการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง มากกว่าสิ่ง อื่น เช่น ชอบจับปลาในฤดูวางไข่ ใช้เครื่องมือถี่เกินไปทำให้ปลาเล็ก ๆ ติดมาด้วย ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัย ส่งเป็นสินค้า หรือเพื่อใช้พื้นที่เพาะปลูกปล่อยของเสียจากโรงงานและไอเสียจากรถยนต์ทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ (น้ำเน่า อากาศเสีย)
ธรรมชาติแวดล้อม ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ เช่น แม่น้ำที่พัดพาตะกอนไปทับถมบริเวณน้ำท่วม และปากแม่น้ำต้องใช้เวลานานจึงจะมีตะกอนมาก การกัดเซาะพังทลายของดินก็เช่นเดียวกัน ส่วนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นเกิดจากแรงภายในโลก เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด อื่น ๆ ได้แก่ อุทกภัยและวาตภัย ไฟป่า เป็นต้น ซึ่งภัยธรรมชาติดังกล่าวจะไม่เกิดบ่อยครั้งนัก
สรุป มนุษย์เป็นตัวการสร้าง และทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าธรรมชาติ ความสำคัญของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
สหรัฐอเมริกา ได้ส่งดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก (Earth Resources Technology Satellite หรือ ERTS) ดวงแรกของโลกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ดาวเทียมนี้จะโคจรรอบโลกจากขั้วโลกเหนือไปทางขั้วโลกใต้รวม 14 รอบต่อวันและจะโคจรกลับมาจุดเดิมอีกทุก ๆ 18 วัน ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมจะมีทั้งรูปภาพและเทปสมองกลบันทึกไว้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของโลก ส่วนประเทศไทยก็ได้รับข้อมูล และภาพที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร การสำรวจทางธรณีวิทยา ป่าไม้ การชลประทาน การประมง หลังจากที่สหรัฐส่งดาวเทียมดวงแรกได้ 1 ปีแล้ว ได้ส่งสกายแล็บ และดาวเทียมตามโครงการดังกล่าวอีก 2 ดวง ในปี พ.ศ. 2520 และ พ.ศ. 2522 นับว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาความรู้ในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและการวางโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดบนพื้นโลก
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่าและปลา น้ำ ดิน อากาศ แร่ธาตุ มนุษย์และทุ่งหญ้า
 ที่มา: www.web.ku.ac.th

ปัญหาสังคม การตั้งครรภ์ในวัยเรียน

การตั้งครรภ์ในวัยเรียน
สภาพปัญหา
วัยรุ่นกับการตั้งครรภ์
                 การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น หมายถึง การตั้งครรภ์ในแม่ที่อายุ น้อยกว่า หรือเท่ากับอายุ 19 ปี หรือพบได้ร้อยละ 10-13 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด
                 แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีเผยคลอดลูกวันละ 140 รายเฉลี่ยปีละ 5 หมื่นราย ส่วนใหญ่ท้องโดยไม่ตั้งใจ เพราะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ชี้มีผลกระทบต่อทั้งตัวแม่เด็กและตัวทารกที่คลอดออกมา
                สถิติ ร.พ.รามาธิบดี พบว่า ประเทศไทยมีการคลอดบุตรของแม่วัยรุ่นสูงถึงวันละ 140 ราย หรือประมาณ ปีละ 50,000 ราย การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นปัจจุบัน คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 20-30 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด ในจำนวนนี้ ร้อยละ 80 เป็นการตั้งครรภ์แบบไม่ตั้งใจ ร้อยละ 30 นำไปสู่การทำแท้ง เนื่องจากเยาวชนหรือวัยรุ่น เป็นวัยที่ควรจะต้องอยู่ในช่วงของการศึกษาเล่าเรียน หากวัยรุ่นตั้งครรภ์ในช่วงอายุนี้ จะทำให้เกิดผลกระทบที่ตามมาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อนาคตทางการศึกษา
ประเทศไทยมีอัตราการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่นเทียบกับจำนวนประชากรที่ตั้งครรภ์และคลอด สูงถึง 70 คนต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่จีน มีอัตราส่วนของแม่วัยรุ่นเพียง 4-5 คนต่อประชากร 1000คน สิงคโปร์ประมาณ 8 คนต่อ1000แม้แต่ในกัมพูชา อัตราการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่นยังอยู่ที่ประมาณ 15 คนต่อ 1000 คน ไทยเราติดอันดับในกลุ่มเดียวกับอินเดีย บังกลาเทศ ซึ่งมีประชากรมากกว่าเราหลายเท่า
ปัจจัยเสี่ยงการตั้งครรภ์
- วัยรุ่นที่เล่าเรียนน้อย มาจากครอบครัวที่ยากจน ครอบครัวแตกแยก
- ใช้เหล้าหรือสารเสพติด แอลกอฮอล์
- ไม่นับถือตนเอง ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง (ไม่เคยถูกให้กำลังใจ ถูกดุด่าเป็นประจำ ) ขาดความรักในตัวเอง ต้องการความรัก ทำให้เกิดเงื่อนไขในการตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ เพราะไม่ได้ทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ถูกยอมรับ
- ขาดการเอาใจใส่ของพ่อแม่ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ ของพ่อแม่ พ่อแม่ในปัจจุบันยังนิยมชดเชยภาวะขาดความรักให้ลูกด้วยเงิน สิ่งของ เกิดจากความห่างเหินกันในครอบครัว พ่อแม่ไม่มีเวลาโอบกอดลูก สามีภรรยาไม่มีเวลาให้กัน ลูกหลานไม่ใกล้ชิดญาติผู้ใหญ่ ต่างคนต่างไปต่างคนต่างอยู่ เกิดความเหงา เมื่อไม่มีเวลาให้กัน ไม่ได้ปรึกษาหารือ แก้ไขปัญหา ก็หาสิ่งชดเชยให้แทนเป็นเงินหรือสิ่งของที่ไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกทางจิตใจได้ เมื่อเกิดปัญหาก็ขาดที่พึ่งทางใจ ขาดความรัก ไม่รู้จักรัก รักคนอื่นไม่เป็น จึงทำตัวโดดเด่นทางไม่ดี เห็นแก่ตัว
- มาจากค่านิยมทางเพศที่เปลี่ยนไป เด็กมีเพศสัมพันธ์เร็ว จากการวิจัยของ ดร.แอนนิตาและทีมงาน พบว่า การดูหนังโป้ มากขึ้น จะทำให้ สถิติของวัยรุ่นตั้งครรภ์ก็เพิ่มขึ้น
- ไม่ได้อบรมสั่งสอน ความไม่รู้ เกิดวงจรชั่วร้ายโง่ จน เจ็บ เมื่อไม่รู้ก็ ขาดโอกาสที่จะถูกหลอกได้ง่าย การศึกษา ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิต ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ผลกระทบ
ความเสี่ยงผลกระทบของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
- การตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนา
- การทำแท้ง
- โรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่นกามโรค หนองในแท้และเทียม แผลริมอ่อน ไวรัส  ตับอักเสบ บี ฯลฯ
- ตั้งครรภ์มีปัญหาครรภ์เป็นพิษ (ความดันโลหิตสูง การทำงานของไตผิดปกติ มีอาการชักได้)
- ประมาณ 57% มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดภายใน 4 ปี
- ทางด้านสังคมแม่วัยรุ่นกลุ่มนี้จบการศึกษาต่ำกว่าศักยภาพ มี ปัญหาเรื่องการเรียน
- สภาวะอารมณ์ที่ไม่มั่นคง มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้า เครียด ที่จะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ การปกปิดไม่ให้ผู้ปกครองรู้
- การคลอดก่อนกำหนด
- การฆ่าตัวตาย
- ขาดอาหาร วัยรุ่นมักเลือกอาหาร กลัวอ้วน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และใช้ยาบางอย่างที่อาจมีผลต่อทารกในครรภ์ จึง มีความเสี่ยงที่จะได้ทารกที่ตัวเล็ก น้ำหนักน้อย ส่วนหนึ่งของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์จะขาดแคลเซียม โปรตีน ทำให้พบภาวะโลหิตจางมีมาก
- การติดเชื้อ เช่นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- การเจริญเติบโตของกระดูกเชิงกรานยังไม่สมบูรณ์ ทำให้คลอดลำบากจะต้องผ่าท้องคลอดเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เทียบกับมารดาวัยอื่นๆ
- อัตราตายของเด็กที่คลอดสูง ผิดปกติแต่กำเนิดหรือเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสมจนเกิดปัญหาตามมาได้ง่าย

การป้องกัน
การป้องกันการตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์ในสตรีวัยรุ่นก่อให้เกิดปัญหามากมาย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ความสำคัญอยู่ที่การป้องกัน ดูแลของพ่อแม่ ผู้ใกล้ชิด โดย
1.    ผู้ปกครอง พ่อแม่ ต้อง ไม่สนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนระยะเวลาอันควร ซึ่งต้องเน้นให้ตระหนักในปัญหาที่ตามมาและเรียนรู้จักการ ดูแล และควบคุมตัวเอง
2.   ให้มีการสอนเพศศึกษาอย่างถูกต้อง ตามวัย ให้รักษาสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในผู้หญิง เพศชายก็ให้ระวังเรื่องโรคเอดส์ และโรคติดเชื้ออื่นๆ รวมทั้งภาระ และปัญหาอื่นๆที่ต้องตามมาอาจจะเรียนไม่จบ อบรมสั่งสอนปลูกฝัง ตั้งแต่วัยยังเล็กๆ เช่นประถมต้น หรือปลาย สำคัญที่สุด โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีความรู้ในการสอนเช่นกัน
3.  ให้มีการปรึกษาหารือระหว่างผู้ปกครอง ครู เด็ก อย่างเปิดเผย จริงใจ
4.   ผู้ปกครองต้องทำตัวเสมือนเพื่อน ดูแลใกล้ชิด ไม่ให้ห่าง ให้อยู่ในสายตาเรา หรือให้รู้ว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน และ คอยสังเกตพฤติกรรม หรือ กิจกรรมต่างๆ ที่ได้ทำและการคบเพื่อนต่างเพศ เป็นใครมาจากไหน ,มีกิจกรรมทำอะไรกันบ้าง ควรรู้จักเพื่อนต่างเพศของลูกด้วย
5.   คอยสอบถามความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเพศตรงข้าม และความคิดต่อพฤติกรรมทางเพศของบุตรหลาน เช่นคิดอย่างไรที่มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน หากลูกตอบว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็น่าเป็นห่วง แต่หากลูกตอบว่าไม่เห็นด้วยก็น่ายินดี แต่ต้องคอยบอกกล่าวว่า จะไม่เปิดโอกาสให้อยู่กับเพื่อนต่างๆเพศ สองต่อสองในที่ ลับ และให้ระวัง ถูกกระทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ หรือหลอกให้ดื่มเครื่องดื่มบางชนิด ที่ผสมแอลกอฮอล์ และการควบคุมอารมณ์ไม่ให้ตกอยู่ในห้วงของอารมณ์ใคร่
6.  แนะนำ สอน และจัดหาเรื่องการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินแก่วัยรุ่น เป็นอันสุดท้าย
7.  ให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม ที่ผสม แอลกอฮอล์ ทุกชนิด เพราะจะทำให้ขาดสติ ทำอะไรไม่รู้ตัว
8.  เวลาไปเที่ยวกับใครที่ไหนก็ควรไปเป็นกลุ่ม
9.  ส่งเสริมการวางแผนครอบครัว ในการสอนสุขศึกษาในโรงเรียนเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวไม่เพียงแต่จะสอนถึงสิ่งที่ใช้คุมกำเนิดแต่ควรจะสอนวิธีการใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพด้วย
                   ที่มา: www.social-problem.blogspot.com 

โฮจิมินท์

โฮจิมินท์ 
นายกรัฐมนตรี :   สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม
ดำรงตำแหน่ง :   พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) – พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955)
ประธานาธิบดี :   สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม
ดำรงตำแหน่ง :   พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) – พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด :   19 พฤษภาคม พ.ศ. 2433 จังหวัดเงอัน เวียดนาม
เสียชีวิต :   2 กันยายน พ.ศ. 2512 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม
สังกัดพรรคการเมือง :  พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
         โฮจิมินห์ คือ นักปฏิวัติชาวเวียดนามซึ่งในภายหลังได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม(เวียดนามเหนือ)หลังจากสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม ไซ่ง่อน เมืองหลวงเก่าของเวียดนามใต้ ได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นโฮจิมินห์ซิตี เพื่อเป็นเกียรติแก่โฮจิมินห์
ประวัติ : โฮจิมินห์เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2433 ที่หมู่บ้านหว่างจู่ จังหวัดเหงะอาน ตอนบนของเวียดนาม
         เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2454 โฮได้ย้ายจากเวียดนามไปเป็นพ่อครัวในประเทศฝรั่งเศส ประเทศซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของเวียดนามในขณะนั้น และได้ศึกษาเรียนต่อที่นั่น ต่อมาโฮก็ได้ย้ายจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกาและอังกฤษตามลำดับ หลังจากนั้นโฮได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเมื่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คเริ่มการปราบปรามคอมมิวนิสต์นั้น โฮก็ได้หลบหนีจากจีนมายังจังหวัดนครพนม ประเทศไทย โดยได้บวชเป็นพระภิกษุทำการสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ชาวไทย โดยใช้ชื่อว่า “ลุงโฮ”
         โฮจิมินห์เดินทางกลับมาเวียดนามอีกครั้งในปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ด้วยการที่รวบรวมชาวเวียดนามส่วนใหญ่แล้วตั้งเป็นฝ่ายเวียดมินห์ เตรียมแผนที่จะประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสให้ประชาชนชาวเวียดนาม
         โฮจิมินห์ประกาศจัดตั้งคอมมิวนิสต์เวียดนามหลังจากจักรพรรดิบ๋าวได๋ จักรพรรดิเวียดนามพระองค์สุดท้ายประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2497 เวียดนามก็ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในยุทธการเดียนเบียนฟู
         ในปี พ.ศ. 2502 สงครามเวียดนามได้อุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอื่น ๆ ก็ได้เข้าร่วมสงครามด้วย แต่ผลสุดท้ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โฮจิมินห์มิได้อยู่ถึงการชื่นชมชัยชนะในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุที่ว่าเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2512 ที่บ้านในกรุงฮานอย
ที่มา : www.nkp2day.com